คู่มือฉบับเต็ม

ประกันรถยนต์ 2569 ฉบับเข้าใจง่าย: ชั้นไหนคุ้ม เบี้ยเท่าไหร่ ต่อยังไงให้ไม่พลาด

รวมคำถามที่คนไทยพิมพ์ค้นหามากที่สุดเรื่องประกันรถยนต์ แล้วตอบทีละข้อแบบตรงประเด็น อ่านจบคุณจะเลือกชั้นประกันได้ถูก รู้ว่าเบี้ยของตัวเองแพงเพราะอะไร และต่อประกันครั้งหน้าโดยไม่จ่ายเกินจำเป็น

พ.ร.บ. กับประกันภาคสมัครใจ ต่างกันตรงไหน

คำถามที่สับสนบ่อยที่สุดคือ "ทำ พ.ร.บ. แล้วยังต้องทำประกันอีกไหม" คำตอบสั้น ๆ คือ ต้อง เพราะสองอย่างนี้คุ้มครองคนละส่วนกันโดยสิ้นเชิง

พ.ร.บ. เป็นประกันภาคบังคับที่รถทุกคันต้องมี หน้าที่คือดูแล ชีวิตและร่างกายของคน ที่บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นคนขับ ผู้โดยสาร คนเดินถนน หรือคู่กรณี โดยไม่สนใจว่าใครผิดใครถูกในขั้นแรก แต่ ไม่จ่ายค่าซ่อมรถแม้แต่บาทเดียว

ประกันภาคสมัครใจ คือชั้น 1, 2+, 3+, 3 ที่เราเลือกซื้อเอง หน้าที่คือดูแล ทรัพย์สิน ทั้งรถเราและรถคู่กรณี พร้อมเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลให้สูงกว่าที่ พ.ร.บ. ให้

พ.ร.บ. จ่ายอะไร เท่าไหร่

วงเงินความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. รถยนต์
ความคุ้มครองวงเงินต่อคนเงื่อนไข
ค่ารักษาพยาบาล (ค่าเสียหายเบื้องต้น)ไม่เกิน 30,000 บาทจ่ายตามจริง ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด
เสียชีวิต / ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง (เบื้องต้น)35,000 บาทจ่ายทันที ไม่ต้องรอพิสูจน์ถูกผิด
รวมค่าเสียหายเบื้องต้นสูงสุด65,000 บาทกรณีบาดเจ็บแล้วเสียชีวิตภายหลัง
ค่ารักษาพยาบาล (เมื่อเป็นฝ่ายถูก)ไม่เกิน 80,000 บาทจ่ายตามจริง
เสียชีวิต / ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง (ฝ่ายถูก)500,000 บาทวงเงินเหมาจ่าย
สูญเสียอวัยวะ (ฝ่ายถูก)200,000–500,000 บาทตามระดับความสูญเสีย
ค่าชดเชยรายวัน กรณีนอนโรงพยาบาล200 บาท/วัน สูงสุด 20 วันรวมไม่เกิน 4,000 บาท

นอกจากวงเงินรายคน ยังมีเพดานความรับผิดต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง คือ 5 ล้านบาทสำหรับรถไม่เกิน 7 ที่นั่ง และ 10 ล้านบาทสำหรับรถเกิน 7 ที่นั่ง ส่วนเบี้ย พ.ร.บ. เป็นอัตรามาตรฐานเท่ากันทุกบริษัท รถเก๋งไม่เกิน 7 ที่นั่งอยู่ที่ราว 645 บาทต่อปี รถกระบะ 2 ประตูราว 967 บาท และรถตู้ราว 1,182 บาท (รวมภาษีอากรแล้ว)

ขาดต่อ พ.ร.บ. เสี่ยงกว่าที่คิด — เจ้าของรถที่ไม่จัดทำ พ.ร.บ. มีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท ผู้นำรถที่ไม่มี พ.ร.บ. มาใช้ก็มีโทษปรับเช่นกัน ที่สำคัญกว่าค่าปรับคือ ต่อภาษีรถประจำปีไม่ได้ และหากเกิดอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บทุกคนจะไม่ได้รับค่ารักษาจากระบบ พ.ร.บ. ซึ่งคุณต้องรับผิดชอบเองเต็มจำนวน

ดูรายละเอียด พ.ร.บ. รถยนต์ และต่อออนไลน์

ประกันชั้น 1 / 2+ / 3+ / 3 ต่างกันยังไง

นี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด และเป็นจุดที่คนตัดสินใจผิดบ่อยที่สุด หลักการจำง่าย ๆ มีแค่สามคำถาม

  1. คุ้มครองรถเราไหม — ชั้น 3 ไม่คุ้มครองตัวรถเลย
  2. คุ้มครองเฉพาะตอนมีคู่กรณีหรือเปล่า — 2+ และ 3+ คุ้มครองเฉพาะเมื่อชนกับยานพาหนะทางบกที่ระบุคู่กรณีได้ ส่วนชั้น 1 คุ้มครองแม้ชนเสาไฟคนเดียว
  3. รถหาย ไฟไหม้ คุ้มครองไหม — ชั้น 1 และ 2+ คุ้มครอง ส่วน 3+ และ 3 ไม่คุ้มครอง
ตารางเปรียบเทียบความคุ้มครองประกันรถยนต์แต่ละชั้น
ความคุ้มครองชั้น 1ชั้น 2+ชั้น 3+ชั้น 3พ.ร.บ.
ชนมีคู่กรณี — ซ่อมรถเราคุ้มครองคุ้มครองคุ้มครองไม่คุ้มครองไม่คุ้มครอง
ชนมีคู่กรณี — ซ่อมรถคู่กรณีคุ้มครองคุ้มครองคุ้มครองคุ้มครองตามวงเงิน
ชนไม่มีคู่กรณี (เฉี่ยว/ตกหลุม)คุ้มครองไม่คุ้มครองไม่คุ้มครองไม่คุ้มครองไม่คุ้มครอง
ไฟไหม้คุ้มครองคุ้มครองไม่คุ้มครองไม่คุ้มครองไม่คุ้มครอง
รถสูญหายคุ้มครองคุ้มครองไม่คุ้มครองไม่คุ้มครองไม่คุ้มครอง
น้ำท่วม / ภัยธรรมชาติคุ้มครองแล้วแต่แผนไม่คุ้มครองไม่คุ้มครองไม่คุ้มครอง
ชีวิตและร่างกายบุคคลภายนอกคุ้มครองคุ้มครองคุ้มครองคุ้มครองคุ้มครอง

เรื่องน้ำท่วมที่ต้องอ่านให้ชัด — หลายเว็บเขียนว่าชั้น 2+ คุ้มครองน้ำท่วม ซึ่งไม่จริงเสมอไป มาตรฐานของชั้น 2+ คือชนมีคู่กรณี ไฟไหม้ และรถหาย ส่วนภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่บางบริษัทรวมมาให้และบางบริษัทไม่รวม ตัวอย่างในเว็บนี้เอง แผน 2+ ของวิริยะ ระบุชัดว่าไม่คุ้มครองน้ำท่วมและภัยธรรมชาติ ถ้าคุณจอดรถในพื้นที่เสี่ยง ต้องถามเรื่องนี้เป็นข้อแรกก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ดูแค่ว่าเป็นชั้น 2+ หรือเปล่า

จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อย: 2+ กับ 3+

ทั้งสองชั้น คุ้มครองตัวรถเหมือนกันเป๊ะ คือคุ้มครองเฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบกที่ระบุคู่กรณีได้ ความต่างมีข้อเดียวคือ ชั้น 2+ คุ้มครองรถหายและไฟไหม้ แต่ 3+ ไม่คุ้มครอง ส่วนต่างของเบี้ยมักอยู่ที่ราว 1,000–3,000 บาทต่อปี

ถ้ารถจอดในที่ปลอดภัย มีรั้วรอบขอบชิด กล้องครบ การประหยัดไปเลือก 3+ ก็สมเหตุสมผล แต่ถ้าจอดริมถนนหรือเป็นรุ่นที่มีสถิติถูกโจรกรรมสูง ส่วนต่างหลักพันเพื่อคุ้มครองรถทั้งคันถือว่าคุ้ม

ดูประกันชั้น 2+ · ดูประกันชั้น 3+ · ดูประกันชั้น 1

เลือกชั้นไหนให้เหมาะกับรถของคุณ

แทนที่จะถามว่า "ชั้นไหนดีที่สุด" ให้ถามว่า "ถ้ารถคันนี้พังทั้งคันพรุ่งนี้ ผมจ่ายเงินก้อนนั้นเองไหวไหม" คำตอบของคำถามนี้จะบอกชั้นที่เหมาะกับคุณเอง

สถานการณ์ของคุณชั้นที่แนะนำเหตุผล
รถใหม่ป้ายแดง / ยังผ่อนไฟแนนซ์ชั้น 1 ซ่อมศูนย์ไฟแนนซ์มักบังคับ และสภาพรถมีผลต่อราคาขายต่อ
รถอายุ 3–7 ปี ใช้ในเมืองทุกวันชั้น 1 ซ่อมอู่โอกาสเฉี่ยวชนถี่ ครูดขอบทางบ่อย ซึ่ง 2+/3+ ไม่คุ้มครอง
รถอายุ 7–12 ปี ขับระวัง เคลมน้อยชั้น 2+ทุนประกันเริ่มต่ำจนเบี้ยชั้น 1 ไม่คุ้ม แต่ยังอยากได้คุ้มครองรถหาย
รถเก่ากว่า 12 ปี ใช้งานน้อย จอดในบ้านชั้น 3+ หรือชั้น 3มูลค่ารถต่ำ จ่ายเบี้ยแพงไม่คุ้มกับทุนที่ได้
รถคันที่สอง แทบไม่ได้ใช้ชั้น 3ต้องการแค่ความคุ้มครองคู่กรณีตามกฎหมาย
รถไฟฟ้า (EV) ทุกช่วงอายุชั้น 1 ระบุผู้ขับขี่ค่าซ่อมและค่าแบตเตอรี่สูงมาก ความเสี่ยงจ่ายเองสูงเกินรับไหว

สูตรง่าย ๆ — ถ้าเบี้ยชั้น 1 สูงเกิน 10% ของทุนประกัน ให้เริ่มพิจารณาลดลงมาเป็น 2+ ได้แล้ว เช่น รถทุน 200,000 บาท แต่เบี้ยชั้น 1 อยู่ที่ 22,000 บาท แบบนี้ 2+ คุ้มกว่าชัดเจน

เบี้ยประกันคิดจากอะไร ทำไมของคุณถึงแพง

"เบี้ยประกันรถยนต์แพงขึ้น" เป็นคำที่ Google เติมให้อัตโนมัติ ต้นทุนอะไหล่และค่าแรงที่สูงขึ้นเป็นเหตุผลระดับอุตสาหกรรม แต่ในระดับกรมธรรม์ของคุณเอง มีปัจจัยที่ควบคุมได้อยู่หลายข้อ

  1. ยี่ห้อและรุ่นรถ — รถที่อะไหล่แพง ซ่อมยาก หรือมีสถิติเคลมสูง เบี้ยจะสูงตาม
  2. ทุนประกัน — ควรอยู่ราว 70–80% ของราคาตลาดรถ ณ ปัจจุบัน ตั้งสูงเกินไปคือจ่ายเบี้ยฟรี ตั้งต่ำเกินไปคือได้เงินไม่พอซื้อรถทดแทนตอนรถหาย
  3. อายุรถ — รถยิ่งเก่า มูลค่ายิ่งลด ทุนประกันลดตาม เบี้ยจึงลดลงทุกปีถ้าไม่มีเคลม
  4. การระบุชื่อผู้ขับขี่ — เกณฑ์ใหม่ระบุได้สูงสุด 5 ชื่อ (เดิม 2) และเปลี่ยนจากส่วนลดตามช่วงอายุมาเป็นส่วนลดตามพฤติกรรมการขับขี่ที่แบ่งเป็น 5 ระดับ ขับดีไม่มีเคลมตลอดปี ส่วนลดสะสมต่อในปีถัดไป
  5. ส่วนลดประวัติดี (NCB) — สะสมจากการไม่เคลมโดยเป็นฝ่ายผิด โครงสร้างมาตรฐานคือ ปีที่ 2 ลด 20%, ปีที่ 3 ลด 30%, ปีที่ 4 ลด 40% และปีที่ 5 ขึ้นไปลด 50%
  6. ค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) — ยอมรับผิดชอบเอง 2,000–5,000 บาทต่อเคลมที่เป็นฝ่ายผิด แลกกับเบี้ยที่ลดลง เหมาะกับคนที่ขับระวังและไม่ค่อยเคลม
  7. ซ่อมศูนย์หรือซ่อมอู่ — ซ่อมศูนย์มักแพงกว่าซ่อมอู่ราว 15–30%

ระวังกับดักการระบุผู้ขับขี่ — ถ้าเกิดอุบัติเหตุขณะที่คนขับ ไม่ใช่ ผู้ที่ระบุไว้และเป็นฝ่ายผิด คุณยังได้รับความคุ้มครอง แต่ต้องร่วมจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกขั้นต่ำ 6,000 บาทสำหรับความเสียหายต่อรถคันเอาประกัน และขั้นต่ำ 2,000 บาทสำหรับทรัพย์สินของคู่กรณี ดังนั้นถ้าที่บ้านสลับกันขับหลายคน ให้ใส่ชื่อทุกคนที่ขับจริง (ใส่ได้ถึง 5 ชื่อ) แทนการระบุแค่คนเดียวเพื่อลดเบี้ย

NCB หายได้ ถ้าเคลมผิด

ส่วนลดประวัติดีจะถูกลดขั้นเมื่อคุณเป็นฝ่ายผิด หรือเคลมโดยระบุคู่กรณีไม่ได้ และหากมีอุบัติเหตุที่เป็นฝ่ายผิดตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปโดยค่าซ่อมรวมสูงกว่า 200% ของเบี้ย อาจถูกลดถึง 2 ขั้น เช่น จาก 40% เหลือ 20% ในทางกลับกัน ถ้าเป็นฝ่ายถูกและระบุคู่กรณีได้ ส่วนลดจะไม่ถูกกระทบเลย นี่คือเหตุผลว่าทำไมรอยขีดข่วนเล็ก ๆ ที่ค่าซ่อมไม่กี่พัน บางครั้งจ่ายเองแล้วเก็บ NCB ไว้ คุ้มกว่าในระยะยาว

ประกันรถยนต์ไฟฟ้า ทำไมเบี้ยสูงกว่ารถน้ำมัน

เบี้ยประกันชั้น 1 ของรถ EV โดยทั่วไปสูงกว่ารถสันดาปในระดับราคาใกล้เคียงกันราว 20–40% ด้วยเหตุผลสี่ข้อ

  1. แบตเตอรี่คือหัวใจและคือความเสี่ยง — มีมูลค่าราว 40–50% ของราคารถทั้งคัน และติดตั้งใต้ท้องรถ ซึ่งเสียหายง่ายจากการตกหลุม ครูดพื้น หรือน้ำท่วม เมื่อแบตเสียหายหนัก โอกาสที่บริษัทต้องจ่ายเป็น Total Loss จึงสูงกว่ารถทั่วไปมาก
  2. โครงสร้างตัวถังแบบหล่อชิ้นใหญ่ — เสียหายแล้วเคาะซ่อมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนยกชิ้น ค่าอะไหล่และค่าแรงพุ่งทันที
  3. ช่างและอู่ที่รองรับยังจำกัด — การซ่อมระบบไฟฟ้าแรงดันสูงต้องใช้ช่างที่ผ่านการอบรมเฉพาะและอุปกรณ์เฉพาะทาง
  4. สถิติการเคลมของผู้ใช้ใหม่ — ผู้ขับ EV จำนวนมากเป็นผู้ใช้ครั้งแรก ต้องปรับตัวกับอัตราเร่งและระบบเบรกที่ต่างจากรถน้ำมัน ช่วงปีแรกจึงมีอัตราการเคลมสูงกว่าค่าเฉลี่ย

สิ่งที่ต้องอ่านให้ละเอียดก่อนเซ็น — กรมธรรม์รถ EV ส่วนใหญ่กำหนดให้ระบุชื่อผู้ขับขี่ ให้ใส่ครบทุกคนที่ขับจริง · ความคุ้มครองแบตเตอรี่ลดลงตามอายุการใช้งาน โดยทั่วไปปีแรกคุ้มครองเต็ม 100% แล้วทยอยลดลงจนเหลือราว 50% ในปีที่ 10 · บางบริษัทให้ซื้อความคุ้มครองแบตเตอรี่เต็มวงเงินเพิ่มได้ราว 2,000–3,000 บาท ซึ่งมักคุ้มกว่าความเสี่ยงที่จะได้ค่าแบตแค่ครึ่งเดียว

ดูประกันรถยนต์ไฟฟ้า EV

ต่อประกันรถยนต์ ต้องเตรียมอะไรบ้าง

ต่อกับบริษัทเดิม ง่ายที่สุด ส่วนใหญ่แจ้งแค่เลขกรมธรรม์หรือเลขทะเบียนรถ บริษัทจะส่งใบเสนอราคาต่ออายุมาให้พร้อมคำนวณส่วนลดประวัติดีอัตโนมัติ

ย้ายไปบริษัทใหม่ ต้องใช้สำเนาบัตรประชาชนผู้เอาประกัน · สำเนาทะเบียนรถ · สำเนาใบขับขี่ของผู้ที่จะระบุชื่อ · สำเนากรมธรรม์เดิม ซึ่งสำคัญมากเพราะใช้ยืนยันสิทธิ์ส่วนลดประวัติดีที่สะสมมา ถ้าไม่มีอาจโดนคิดเบี้ยเต็มราคา · และภาพถ่ายรถรอบคันเมื่อทำประกันชั้น 1 ที่กรมธรรม์เดิมขาดต่อไปแล้ว

ควรต่อล่วงหน้ากี่วัน — โดยทั่วไปต่อล่วงหน้าได้ประมาณ 1–3 เดือน ความคุ้มครองจะเริ่มนับต่อจากวันที่กรมธรรม์เดิมสิ้นสุด ไม่ทับซ้อนกัน ข้อดีคือมีเวลาเปรียบเทียบเบี้ยหลายบริษัท ไม่เสี่ยงเกิดช่วงว่างที่รถไม่มีประกันแม้แต่วันเดียว และรักษาความต่อเนื่องของส่วนลดประวัติดี

เคล็ดลับ — ตั้งเตือนล่วงหน้า 45 วันก่อนกรมธรรม์หมดอายุ พร้อมกับวันครบกำหนด พ.ร.บ. และภาษีรถประจำปี ทั้งสามอย่างมักหมดอายุใกล้กันแต่ไม่ตรงกันเป๊ะ ซึ่งเป็นสาเหตุที่คนลืมบ่อยที่สุด

เช็กประกันรถยนต์จากทะเบียนรถ ทำได้ที่ไหน

สถานการณ์ที่เจอบ่อยคือซื้อรถมือสองมาแล้วไม่รู้ว่าเจ้าของเดิมทำประกันไว้ที่ไหน หรือเอกสารกรมธรรม์หายและจำชื่อบริษัทไม่ได้ ช่องทางที่ใช้ตรวจสอบได้จริงมีดังนี้

  1. แอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" — ใช้บริการ OIC Gateway ที่เมนู "กรมธรรม์ของฉัน" จะเห็นรายการกรมธรรม์ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชนของคุณ เร็วและฟรีที่สุด
  2. สายด่วน คปภ. 1186 — หรือโทร 0-2515-3999 ต้องยืนยันตัวตนและอาจต้องส่งเอกสารประกอบ
  3. คอลเซ็นเตอร์บริษัทประกัน — ถ้าพอจำได้ว่าเป็นบริษัทไหน แจ้งเลขบัตรประชาชนหรือเลขทะเบียนรถได้เลย
  4. โบรกเกอร์ที่เคยซื้อ — ติดต่อทางโทรศัพท์หรือ LINE มักตอบได้เร็วที่สุด
  5. สำนักงานขนส่ง — สำหรับตรวจสอบจากเลขทะเบียนโดยตรง ต้องไปติดต่อด้วยตนเองพร้อมบัตรประชาชนและเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์รถ

ข้อควรระวัง — ข้อมูลกรมธรรม์เป็นข้อมูลส่วนบุคคล เว็บไซต์ที่อ้างว่ากรอกเลขทะเบียนแล้วรู้ทันทีว่าใครทำประกันไว้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ควรหลีกเลี่ยง เพราะไม่มีหน่วยงานใดเปิดเผยข้อมูลลักษณะนั้นให้บุคคลทั่วไป

ผ่อนประกัน 0% และประกันรายเดือน คุ้มจริงไหม

บริษัทประกันและโบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีโปรแกรมผ่อน 0% ตั้งแต่ 3 ถึง 10 งวด บางแห่งถึง 12 งวด ทั้งผ่านบัตรเครดิตและผ่อนเงินสด จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ความคุ้มครองเต็มวงเงินตั้งแต่วันแรกที่กรมธรรม์มีผล ไม่ได้ทยอยคุ้มครองตามงวดที่จ่าย และถ้าเกิดอุบัติเหตุจนรถเสียหายสิ้นเชิงหรือรถหายระหว่างผ่อน คุณยังต้องชำระเบี้ยส่วนที่เหลือให้ครบ เพราะบริษัทจ่ายค่าสินไหมเต็มจำนวนไปแล้ว

ประกันรายเดือนหรือรายวัน คือกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาคุ้มครองสั้นจริง ๆ ไม่ใช่การแบ่งจ่ายกรมธรรม์รายปี เหมาะกับกรณีเฉพาะ เช่น ยืมรถญาติไปต่างจังหวัดชั่วคราว เมื่อคิดเป็นต้นทุนต่อวันจะแพงกว่ากรมธรรม์รายปีเสมอ และไม่สะสมส่วนลดประวัติดี ถ้าคุณใช้รถประจำอยู่แล้ว การผ่อน 0% กรมธรรม์รายปีคุ้มกว่า

ซ่อมศูนย์ หรือ ซ่อมอู่

ซ่อมศูนย์ใช้อะไหล่แท้จากผู้ผลิตและรักษาเงื่อนไขการรับประกันไว้ครบ แต่เบี้ยแพงกว่าราว 15–30% และคิวมักนานกว่า ส่วนซ่อมอู่ในเครือเบี้ยถูกกว่า มีอู่ให้เลือกหลายแห่ง และมักเร็วกว่า

หลักการง่าย ๆ คือ ตราบใดที่รถยังอยู่ในระยะรับประกันของผู้ผลิต ให้เลือกซ่อมศูนย์ เพราะการซ่อมนอกศูนย์อาจกระทบสิทธิ์การรับประกันในบางกรณี หลังพ้นระยะนั้นไปแล้ว ซ่อมอู่ในเครือที่มีมาตรฐานคือทางเลือกที่ประหยัดกว่าอย่างมีเหตุผล

เคลมยังไงไม่ให้เสียสิทธิ์

  1. ตั้งสติและดูแลผู้บาดเจ็บก่อน เรียก 1669 หากมีคนเจ็บ
  2. อย่าเพิ่งเคลื่อนย้ายรถ จนกว่าจะถ่ายรูปเก็บหลักฐาน ยกเว้นอยู่ในจุดอันตรายหรือกีดขวางการจราจร
  3. ถ่ายภาพให้ครบ — จุดชน ตำแหน่งรถทั้งสองคันบนถนน ป้ายทะเบียนคู่กรณี สภาพแวดล้อม และร่องรอยบนพื้น
  4. โทรแจ้งบริษัทประกันทันที พร้อมเลขกรมธรรม์หรือทะเบียนรถ และตำแหน่งที่ชัดเจน
  5. เก็บใบเคลมไว้เสมอ ตรวจว่ารายการความเสียหายที่พนักงานบันทึกครบถ้วนก่อนเซ็น
  6. ห้ามตกลงยอมความหรือจ่ายเงินสดกับคู่กรณีเอง ก่อนที่พนักงานประกันจะมาถึง เพราะอาจกระทบสิทธิ์การเคลม

กรณีที่ประกันไม่คุ้มครอง — ขับขี่ขณะเมาสุราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด · ผู้ขับขี่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่หรือใบขับขี่หมดอายุ · ใช้รถผิดประเภทจากที่แจ้งไว้ เช่น รถส่วนบุคคลนำไปรับจ้างเชิงพาณิชย์ · เจตนาทำให้เกิดความเสียหายหรือทุจริตในการเคลม · ความเสียหายจากการสึกหรอตามปกติหรือความบกพร่องเชิงกลไก

7 ข้อผิดพลาดที่ทำให้จ่ายเบี้ยแพงเกินจำเป็น

  1. ต่ออัตโนมัติกับที่เดิมทุกปีโดยไม่เทียบราคา — ส่วนต่างระหว่างบริษัทสำหรับรถคันเดียวกันมักอยู่ที่หลายพันบาท
  2. ตั้งทุนประกันสูงเกินราคาตลาด — ไม่ได้ทำให้ได้เงินคืนมากขึ้นตอนรถหาย แต่ทำให้จ่ายเบี้ยแพงขึ้นทุกปี
  3. ไม่ระบุผู้ขับขี่ทั้งที่มีคนขับประจำไม่กี่คน — เป็นส่วนลดที่ได้ฟรีแต่หลายคนไม่ใช้
  4. เคลมรอยเล็ก ๆ จนเสียส่วนลดประวัติดี — คำนวณเทียบเสมอว่าค่าซ่อมที่ประหยัดได้คุ้มกับ NCB ที่จะหายไปหรือไม่
  5. ซื้อชั้น 1 ให้รถอายุ 12 ปีที่ทุนประกันเหลือน้อย — เบี้ยแทบเท่ามูลค่ารถ ควรลดชั้นลงมาแทน
  6. ปล่อยให้กรมธรรม์ขาดช่วง — เสียส่วนลดประวัติดีที่สะสมมาหลายปี และต้องถ่ายรูปรถใหม่ทั้งคัน
  7. ไม่อ่านเงื่อนไขค่าเสียหายส่วนแรก — บางกรมธรรม์เบี้ยถูกผิดปกติเพราะมี Deductible สูง ซึ่งจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อต้องเคลมจริง

สรุป

  1. พ.ร.บ. ดูแลคน ประกันภาคสมัครใจดูแลรถ ต้องมีทั้งคู่ ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
  2. ชั้นที่ถูกต้องคือชั้นที่สมดุลกับมูลค่ารถและความเสี่ยงที่คุณรับไหว ไม่ใช่ชั้นที่แพงที่สุดหรือถูกที่สุด
  3. เบี้ยต่อรองได้ด้วยข้อมูล ทั้งการระบุผู้ขับขี่ การตั้งทุนประกันให้พอดี การรักษาส่วนลดประวัติดี และการเปรียบเทียบราคาทุกปีก่อนต่ออายุ
FAQ

คำถามที่พบบ่อยเรื่องประกันรถยนต์

ประกันชั้น 2+ กับ 3+ ต่างกันอย่างไร
ทั้งสองชั้นคุ้มครองรถของเราเฉพาะกรณีชนกับยานพาหนะทางบกที่มีคู่กรณีเหมือนกัน ความต่างอยู่ที่ชั้น 2+ คุ้มครองรถสูญหายและไฟไหม้ด้วย ส่วนชั้น 3+ ไม่คุ้มครองสองกรณีนี้ เบี้ยชั้น 3+ จึงถูกกว่าประมาณ 1,000–3,000 บาทต่อปี
ประกันชั้น 2+ คุ้มครองน้ำท่วมไหม
ไม่เสมอไป มาตรฐานของชั้น 2+ คือชนมีคู่กรณี ไฟไหม้ และรถสูญหาย ส่วนน้ำท่วมและภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่บางบริษัทรวมมาให้และบางบริษัทไม่รวม ต้องดูเป็นรายแผน เช่นแผน 2+ ของวิริยะระบุชัดว่าไม่คุ้มครองน้ำท่วมและภัยธรรมชาติ
ประกันชั้น 1 คุ้มครองอะไรบ้าง
คุ้มครองครบที่สุด ได้แก่ ชีวิตและทรัพย์สินของคู่กรณี ความเสียหายของรถเราทั้งกรณีมีและไม่มีคู่กรณี เช่น ชนเสา ตกหลุม ครูดขอบทาง รวมถึงรถสูญหาย ไฟไหม้ ภัยธรรมชาติ และค่ารักษาพยาบาลของผู้ขับขี่กับผู้โดยสาร
พ.ร.บ. รถยนต์คุ้มครองอะไร และราคาเท่าไหร่
คุ้มครองเฉพาะชีวิตและร่างกายของคน ไม่คุ้มครองตัวรถ จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นทันทีไม่เกิน 30,000 บาทสำหรับค่ารักษาพยาบาล และ 35,000 บาทกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เมื่อพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝ่ายถูกจะได้ค่ารักษาสูงสุด 80,000 บาท และกรณีเสียชีวิตสูงสุด 500,000 บาทต่อคน ส่วนเบี้ยรถเก๋งไม่เกิน 7 ที่นั่งอยู่ที่ประมาณ 645 บาทต่อปี รวมภาษีอากรแล้ว
ต่อประกันรถยนต์ล่วงหน้าได้กี่เดือน
โดยทั่วไปต่อล่วงหน้าได้ประมาณ 1–3 เดือน ความคุ้มครองจะเริ่มนับต่อจากวันที่กรมธรรม์เดิมสิ้นสุด ไม่ทับซ้อนกัน การต่อล่วงหน้าช่วยรักษาส่วนลดประวัติดีและมีเวลาเปรียบเทียบเบี้ยหลายบริษัท
ต่อประกันรถยนต์ใช้เอกสารอะไรบ้าง
ต่อกับบริษัทเดิมมักใช้แค่เลขกรมธรรม์หรือเลขทะเบียนรถ ส่วนการย้ายบริษัทใหม่ต้องใช้สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนรถ สำเนาใบขับขี่ของผู้ที่จะระบุชื่อ สำเนากรมธรรม์เดิมเพื่อยืนยันส่วนลดประวัติดี และภาพถ่ายรถรอบคันในกรณีทำประกันชั้น 1 ที่กรมธรรม์เดิมขาดต่อ
เช็กประกันรถยนต์จากทะเบียนรถได้อย่างไร
ตรวจสอบได้ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐที่บริการ OIC Gateway เมนูกรมธรรม์ของฉัน สายด่วน คปภ. 1186 คอลเซ็นเตอร์ของบริษัทประกันหรือโบรกเกอร์ที่เคยซื้อ และการติดต่อสำนักงานขนส่งพร้อมเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์
ทำไมเบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าถึงแพงกว่ารถน้ำมัน
เพราะแบตเตอรี่มีมูลค่าราว 40–50% ของราคารถและติดตั้งใต้ท้องรถซึ่งเสียหายง่าย โครงสร้างตัวถังแบบหล่อชิ้นเดียวซ่อมยาก และช่างที่ผ่านการอบรมไฟฟ้าแรงดันสูงยังมีจำกัด ทำให้เบี้ยรถ EV สูงกว่ารถน้ำมันประมาณ 20–40%
ถ้าคนขับไม่ใช่คนที่ระบุชื่อไว้ เคลมได้ไหม
ได้ แต่ถ้าเป็นฝ่ายผิดต้องร่วมจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกขั้นต่ำ 6,000 บาทสำหรับความเสียหายต่อรถคันเอาประกัน และขั้นต่ำ 2,000 บาทสำหรับทรัพย์สินของคู่กรณี เกณฑ์ใหม่ระบุชื่อได้ถึง 5 คน จึงควรใส่ชื่อทุกคนที่ขับจริง
ขาดต่อ พ.ร.บ. มีโทษอะไรบ้าง
เจ้าของรถที่ไม่จัดทำ พ.ร.บ. มีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท ผู้นำรถที่ไม่มี พ.ร.บ. มาใช้ก็มีโทษปรับเช่นกัน นอกจากนี้ยังต่อภาษีรถประจำปีไม่ได้ และหากเกิดอุบัติเหตุจะไม่ได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากระบบ พ.ร.บ.
ซ่อมศูนย์กับซ่อมอู่ต่างกันมากไหม
ซ่อมศูนย์ใช้อะไหล่แท้และรักษาเงื่อนไขการรับประกันของรถใหม่ แต่เบี้ยแพงกว่าราว 15–30% ส่วนซ่อมอู่เบี้ยถูกกว่าและมีอู่ในเครือให้เลือกหลายแห่ง เหมาะกับรถที่พ้นระยะรับประกันจากผู้ผลิตแล้ว

เช็กเบี้ยรถของคุณใน 1 นาที

กรอกข้อมูลรถ แล้วเราเทียบเบี้ยจากบริษัทที่ร่วมงานให้ ไม่มีค่าใช้จ่าย

เช็กเบี้ยประกัน

เช็กเบี้ยประกัน LINE